![]() |
|
#1
|
|||
|
|||
|
เห็นชื่อนี้จากห้องภาพแต่จำไม่ได้ว่าห้องใคร....
แต่เค้ามีการพูดถึงการถ่ายรูป HDR คืออยากทราบว่า มันคือะไร ถ่ายด้วยเทคนิคอะไร ยังไง รบกวนบอกข้าน้อยที่ไม่รู้เรื่องกล้องด้วยนะครับ |
|
#2
|
||||
|
||||
|
ข้อมูลจากท่าน Suwan S. จากกระทู้ "ภาพจาก S100FS (อีกชุด) จากคุณ pufpuf "
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- บทความ Dynamic Range สิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม Dynamic Range สิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม ...... Dynamic Rage คืออะไร แล้วมีความสำคัญอย่างไร หลายๆคนอาจสงสัยว่า Dynamic Range คืออะไร มันก็คือช่วงของความสามารถในการเก็บราย ละเอียดของแสง (ไม่เกี่ยวกับความคมชัดของภาพนะครับ) มันมีสองด้าน คือด้านมืด และด้านสว่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วปัญหาของกล้องดิจิตอลคือความสามารถในการเก็บรายละเอียดแสงในด้านสว่าง นะครับ คือกล้องคนละตัวกัน ถ่าย shot เดียวกัน แสงเดียวกัน ถ้ากล้องที่ Dynamic Range ดีกว่า จะสามารถเห็นรายละเอียดของแสงมากกว่า เช่นรายละเอียดของเสื้อสีขาว ถ้ามองไม่เห็นรายละเอียดของเสื้อเลย ขาวเป็นปื้นๆ หรือว่าผิวหน้าคน ส่วนปลายจมูก หรือโหนกแก้มที่โดนแสงแล้วไม่เห็นรายละเอียด ขาวเป็นปื้นๆ อย่างนี้เรียกว่า Dynamic Range ไม่พอ เก็บรายละเอียดไม่ได้นะครับ ในที่นี้รวมไปถึงสีด้วยนะครับ เช่นแดงเป็นปื้นๆ เหลืองเป็นปื้นๆ แบบนี้เรียกกว่า Dynamic Rage ไม่พอเช่นกัน ภาพที่มี Dynamic Range ที่ดีกว่า จะทำให้ภาพมีความสมบูรณ์มากกว่า หลายๆคนที่ใช้ฟีลม์แล้วหันมาใช้กล้องดิจิตอล แล้วไม่ชอบกล้องดิจิตอล หนึ่งเหตุุผลหลักๆก็คือเรื่อง Dynamic Range นี่แหละครับ เพราะว่าฟีลม์ทีความสามารถในการเก็บรายละ เอียดในส่วนสว่างได้ดี ยิ่งฟีลม์ Negative จะดีกว่าฟีลม์ Slide อีกด้วย ทำไมฟีลม์ Negative ถึง Dynamic Range ดีกว่า เดี๋ยวลองอ่านต่อไปเรื่อยๆนะครับ แล้วจะเข้าใจมากขึ้น กล้องดิจิตอลก็กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาเรื่อง Dynamic Range อยู่นะครับ แล้วก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆซะด้วย วันนึงอาจจะแซงฟีลม์ก็ได้นะครับ หรือว่าแซงไปแล้วก็ไม่รู้ โดยเฉพาะกล้อง Fuji S3Pro เห็นพัฒนาเรื่องนี้เป็นจุดขายของกล้องกันเลย เอาล่ะทีนี้มาอีกเรื่องนึง ปัจจัยของ Dynamic Range มาจากอะไรได้บ้าง ผมขอแยกเป็นหลายข้อหลักๆดังนี้นะครับ 1. ประสิทธิภาพของเซนเซอร์กล้อง 2. ประสิทธิภาพของการประมวลผลกล้อง 3. Contrast ของภาพ (รวมทั้งปรับจากตัวกล้อง หรือปรับจากโปรแกรมแต่งภาพ) 4. Saturation ของภาพ (รวมทั้งปรับจากตัวกล้อง หรือปรับจากโปรแกรมแต่งภาพ) 1. ประสิทธิภาพของเซนเซอร์กล้อง ข้อนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ ตรงตัวเลย คือว่าขึ้นอยู่กับกล้องนั่นเอง เช่น Fuji S3Pro ที่โมษณาว่า Dynamic Range ดี นั่นเพราะเซนเซอร์เค้าออกแบบมาโดยเฉพาะใน เรื่องนี้ยิ่งเซนเซอร์ตัวใหม่ๆก็มีแนวโน้มว่าจะพัฒนาตรงจุดนี้ไปได้เรื่อยๆครับ 2. ประสิทธิภาพของการประมวลผลกล้อง ข้อนี้ก็คือขึ้นอยู่กับกล้องอีกเหมือนกัน เช่นเซนเซอร์ตัวเดียวกันใช้กับกล้องหลายรุ่น หลายยี่ห้อ แต่ว่าความสามารถในเรื่อง Dynamic Range ก็ต่างกันได้ เพราะขึ้นอยู่กับการประมวลผลของกล้องนั่นเอง 3. Contrast ของภาพ ข้อนี้แบ่งได้เป็นสองส่วนครับ ส่วนแรกคือการปรับจากตัวกล้อง เช่นค่า Contrast เป็นลบหรือเป็นบวก ค่าต่างๆเหล่านี้มีผลต่อ Dynamic Range ครับ ถ้ากล้องตัวเดียวกัน ค่า Contrast ต่ำ จะมี Dynamic Range ดีกว่าถ่ายที่ค่า Contrast สูงๆ แต่ว่าได้อย่างก็ต้องเสียอย่างครับ คือ Contrast สูงๆภาพจะดูมีสีสันที่สดใสกว่าภาพที่ Contrast ต่ำ ก็อยู่ที่สภาพแสงในแต่ละรูปด้วยครับ ว่าควรจะใช้ค่าไหน แต่ถ้าผมแนะนำ ถ่าย Raw เอาไว้ดีที่สุดครับ เพราะนั่นคือเก็บทุกอย่างที่ความสามารถกล้องตัวนั้นๆจะทำได้เลยครับ ส่วนที่ของก็คือส่วนเราปรับเองในโปรแกรม แต่งภาพ เช่น Photoshop นะครับ บางคนเห็นภาพสีสันไม่ค่อยสวย เลยปรับ Contrast มากขึ้น แน่นอนครับ ว่าสีสันของภาพจะต้องดูสดใสขึ้น แต่ยิ่งที่แลกมาก็คือรายละเอียดในส่วนสว่างนะ ครับ ก็คือว่าสีสันที่สดใสมักจะสวนทางกับ Dynamic Range อยู่เสมอ นี่ก็คือเหตุผลที่ฟีมล์ Slide ถึงมี Dynamic Range สู้ฟีลม์ Negative ไม่ได้ ก็เพราะว่าฟีลม์ Slide มีสีสันที่สดกว่าฟีลม์ Negative ไงครับ อย่าลืมนะครับ Contrast กับ Dynamic Range มันคู่กัน คือได้อย่างต้องเสียอย่างครับ มาดูสรุปกันบ้างนะครับ เหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้ก็คือ ผมได้เข้าไปดูรูปที่คนหัดถ่ายรูปโพสมาให้ดู ผมว่าหลายๆภาพน่าเสียดายที่รายละเอียดใน ส่วนสว่างมันไม่ดีเอาซะเลย ทั้งๆที่ภาพสวย จริงๆผมคิดว่าภาพเหล่านั้น ต้นฉบับคงมีรายละเอียดในส่วนสว่างอยู่ แต่ว่าหลายๆคนปรับภาพโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องตรงจุดนี้ เค้าเพียงต้องการให้ภาพมีสีสันสดใส สว่างๆ จึงได้ปรับทั้ง Contrast หรือปรับ Saturate ด้วย เลยทำให้ภาพขาดความสมบูรณ์ไปไม่น้อย และคนจำนวนมากก็ชมภาพเหล่านี้ จริงๆอยู่ว่าภาพสวย แต่ว่าอย่าลืมดู Dynamic Range ด้วยนะครับ เพื่อความสมบูรณ์ของภาพจริงๆ กล้องก็มีผลต่อ Dynamic Range ด้วยเช่นกัน หวังว่าทุกคนคงจะพอเข้าในในเรื่อง Dynamic Range กันบ้างนะครับ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ขอบคุณท่าน Suwan S. อีกครั้งนะครับ
__________________
ขอให้ทุกท่าน รักษาตัวรอดจากภัยอันตรายใดๆทั้งหมด และ สำรวมกาย สำรวมใจ ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อตนเอง คนรอบข้าง และประเทศชาตินะครับ... ![]() http://misterbun.multiply.com/ |
|
#3
|
||||
|
||||
|
HDR ย่อมาจาก High Dynamic Range แปลกันง่ายๆ ก็คือการทำให้ภาพมองเห็นรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น
กล้องรุ่นใหม่อย่าง s100fs ทำได้โดยการใช้ super dynamic range ที่ขยายได้มากถึง 400% กล้องรุ่นเก่า อาศัย photoshop ช่วยคับ การทำ HDR ที่ผมอ่านในหนังสือ(ยังไม่เคยทำเอง -*-) คือการวัดแสงแบบ spot 3 จุดด้วยกัน โดย f/number คงที่ คือ 1.highlight ส่วนสว่างสุด 2.midtone สว่างกลางๆ 3.shadow เงามืด จากกันนำภาพที่ได้มาลบส่วนที่ไม่ต้องการ ภาพ highlight ก็ลบส่วน midtone กับ shadow, ภาพ midtone ลบส่วน highlight กับ shadow,ภาพ shadow ลบส่วน highlight กับ midtone จากนั้นนำมาซ้อนกันคับ Last edited by inonnp : 05-03-08 at 10:23. |
|
#4
|
|||
|
|||
|
ผ่านมานับหนุนคุณneruko เมื่อก่อนก็ทำภาพ HDR แต่ตอนนี้เลิกแล้ว เพราะไม่ค่อยชำนาญ PS
|
|
#5
|
|||
|
|||
|
โชคดีที่ Fujifilm สร้าง S100FS ไม่งั้นผมคงไม่ขยันทำ HDR เองอย่างที่คุณ Neruko สอน ผมประเภทถ่ายไว ถ่ายเยอะยิงเป็นปืนกล จะได้เอากลับมาชื่นๆชมที่บ้านในทุกแง่ทุกมุม เพื่อจะได้มีภาพประทับใจสุดๆ สัก 2-3 ภาพ ต่อการเที่ยว 1 ครั้งก็พอแล้ว ผมว่ากล้องตัวใหม่ตัวนี้ของผมคงทำให้ผมประทับใจสุดๆมากกว่า 2-3 ภาพอย่างแน่นอน ใครที่เคยจะตัดสินใจเปลี่ยนไปซื้อ DSLR แท้ๆอย่างผม ก็อย่างเลย เพราะอย่างเช่น canon 400D แม้ว่าราคาสูงกว่า S100FS ไม่กี่พันบาท ก็จริง คุณภาพในส่วนของ ISO1600 สูงกว่า แต่ก็ไม่มาก แต่เลนส์ที่ canon ให้มาช่วงแคบโดยเฉพาะซูมไม่เกิน 55 ผมรับไม่ได้ โดยเฉพาะผมชอบเที่ยวสถานที่โบราณ ป่าเขาทางเหนือ ทั้ง wide 28 zoom 400 และมี marco 1 cm อย่างที่ S100FS ทำได้นั้น canon 2-3 ตั้วถึงทำได้ คือต้องซื้อ macro len และต้องใช้เลนส์ 18-200 ของ Sigma ที่มี IS แบบ S100FS ราคาก็ราวๆ 17000 และเลนส์ ช่วง 100-400 อีก รวมๆแล้วค่าเลนส์บวกกล้องอีกกว่า 50000 อย่างแน่นอน ผมว่าพก S100FS หัวใจฟิมล์ 1 ตัว เดินตัวปลิวเที่ยวป่าสบายตัวกว่าเยอะ(ลูกเตี้ยๆ เพราะไม่ใช่วัยรุ่นแล้วปีนเขาสูงๆอย่างภูกระดึงเมื่อ 25 ปีที่แล้วไม่ไหวแล้ว) สบายกระเป๋าด้วย ใครที่มีรุ่นอื่นไม่ว่า S9500 S9600 S6500 S8000 หรือ F30 F31 หรือแม้แต่ 602Z ผมว่ามันก็ OK อยู่นะครับ เพราะผมได้ซื้อ หรือลองถ่ายมาหมดแล้ว โดยเฉพาะ 602Z นี่กว่าจะขายถูกๆให้ญาติก็ถ่ายไปกว่าหมื่นรูปใน 2 ปีกว่าๆ ทนทายาด ลุยแหลก ถ่ายขณะภาพเรือพายักรอบเกาะตารุเตา ก็ยังเคย ถ่ายขณะฝนตกพร่ำๆใช้ถุงกร๊อบแกร๊บก็ทำบ่อย ต้องซ่อม Flash แค่ 8 ร้อยกว่าเท่านั้น ส่วน compack ผมชอบ F30 ทั้งคุณภาพภาพ niose ที่ ISO800 แบตตารี่ทนอึดมากกว่า 500 รูป ไม่น่าเบื่อเวลาพกไปถ่ายนอกสถานที่ หรือถ่ายเครื่องจักรในโรงงานที่ผมทำงานอยู่ แม้แต่เอา F100FD ที่มี ISO 12800 มาล่อผมก็ยังไม่สน เพราะ แบตก้อนใหญ่ของ F30 นั่นแหละเวอร์คสุดๆแล้ว
|
|
#6
|
|||
|
|||
|
ขอบคุณมากคับ
พอเห็นแนวทางละ สมมุติว่าเราถ้ายซ้อน(จากห้องคุณปั๊กกะตืน)โดยซ้อน3รูปที่ปรับมืด กลาง สว่างเนี่ย.... มันใช่ hdr ป่ะคับ |
![]() |
| Thread Tools | Search this Thread |
| Display Modes | |
|
|